บาทอยู่ที่ 33.32 ต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 18 กันยายน ขึ้นมาจาก 33.05 เมื่อสัปดาห์ก่อน และอ่อนค่า 4.63% ในรอบ 12 เดือน สำหรับฟรีแลนซ์ที่รับค่าจ้างเป็นดอลลาร์หรือครอบครัวที่รับเงินโอนจากต่างประเทศ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ รายได้ USD 3,000 ต่อเดือนในวันนี้แปลงได้มากกว่าปีที่แล้วประมาณ 4,600 บาท
สภาพตลาด FX ปัจจุบัน
เฟดเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยสู่ 3.75–4% เมื่อ 16 กันยายน และส่งสัญญาณว่าจะขึ้นอีก ขณะที่ ธปท. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ช่องว่าง 300 bps นี้คือสาเหตุที่บาทอ่อนมาต่อเนื่อง และน่าจะดำเนินต่อใน Q4 ทิศทางเชิงโครงสร้างของ USD/THB น่าจะดริฟต์ขึ้นสู่ 33.50 และอาจถึง 34.00 ในต้นปีหน้า
ทำไมวิธีเป็นระบบถึงดีกว่าการเดา
การจับจุดสูงสุดของ USD/THB เป็นเกมที่แพ้ได้แม้แต่นักเทรดมืออาชีพ วิธีที่ดีกว่าคือกำหนดสัดส่วนคงที่ที่จะแปลงทุกเดือนโดยไม่ขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้น ตัวอย่าง: รับ USD 3,000 ต่อเดือน แปลง 70% ทันที เก็บ 30% ในบัญชีดอลลาร์ เมื่อ USD/THB แตะระดับที่พอใจหรือต้องการบาทเพิ่ม จึงค่อยแปลงส่วนที่เหลือ
แปลงเงินที่ไหน: เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยน
ความแตกต่างระหว่างอัตราที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดในไทยสำหรับการแปลง USD 1,000 อาจสูงถึง 100–200 บาท ธนาคาร KBank (กสิกรไทย) SCB (ไทยพาณิชย์) และ Krungsri (กรุงศรี) มักเสนออัตรา TT Rate ที่แย่กว่าอัตราตลาดกลาง 0.5–1% รายได้ USD 3,000 ต่อเดือน อัตราที่ดีกว่า 0.5% ประหยัดได้ 500 บาทต่อเดือน หรือ 6,000 บาทต่อปี
สำหรับผู้รับเงินโอน: ไทม์มิ่งการโอน
หากประสานงานกับสมาชิกครอบครัวในต่างประเทศ ช่วงสัปดาห์นี้ระหว่าง 33.05–33.42 แสดงให้เห็นว่าแม้ภายในสัปดาห์เดียวก็มีความแตกต่าง 1.1% สำหรับเงินโอน USD 2,000 ต่างกันประมาณ 740 บาท ตั้ง Alert อัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องการแล้วโอนเมื่อถึงระดับนั้น ดีกว่าโอนตามวันปฏิทินโดยไม่สนใจอัตรา
มุมมองระยะยาว
หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งและ USD/THB แตะ 34 บาท รายได้ดอลลาร์แปลงเป็นบาทได้มากขึ้น ดีสำหรับกระแสเงินสดระยะสั้น แต่สินค้านำเข้าในไทยก็จะแพงขึ้น กำไรจาก FX และผลเสียจากเงินเฟ้อมักหักล้างกันในระยะยาว กลยุทธ์ที่ยั่งยืนที่สุดคือถือสินทรัพย์ทั้งสองสกุลและไม่ทุ่มหนักในสกุลใดสกุลเดียวในช่วงที่ดอกเบี้ยห่างกันมากแบบนี้