เมื่อวันที่ 16 กันยายน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์ 12-0 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ช่วง 3.75%–4.00% นับเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2566 สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ ผู้นำเข้า และใครก็ตามที่มีความเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยน สมการ Q4 เปลี่ยนไปทั้งหมด
เฟดทำอะไรในการประชุมครั้งนี้
ประธานเฟด Kevin Warsh ประกาศผลเมื่อเวลา 14.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกวันที่ 16 กันยายน เหตุผลหลักคือเงินเฟ้อ PCE ปรับขึ้นเป็น 3.7% ในปี 2569 (จาก 3.6%) และ Core PCE ที่ 3.4% Dot Plot ล่าสุดแสดงว่า 16 ใน 18 เจ้าหน้าที่ FOMC คาดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนสิ้นปี โดย 4 คนมองว่าขึ้นได้ถึง 2 ครั้ง
USD/THB ตอบสนองอย่างไร
ก่อนการประชุม บาทอยู่แถว 33.05 หลังประกาศผล USD/THB ขึ้นสู่ 33.32 เมื่อวันที่ 18 กันยายน ช่วงสัปดาห์แกว่งระหว่าง 33.05 ถึง 33.42 บาท และในระยะ 12 เดือน บาทอ่อนค่าสะสม 4.63% เทียบดอลลาร์ สมการ Carry Trade ชัดเจน: กู้บาทที่ 1% นำไปลงพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ 4% ได้ส่วนต่าง 300 bps — ช่วงกว้างสุดในรอบนี้
ธปท. อยู่ในสถานะยาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติ 7-0 คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ในมิถุนายน เศรษฐกิจไทยคาดโตเพียง 1.5% ในปี 2569 — ต่ำสุดนับแต่ปีโควิด แม้เงินเฟ้อจะขยับสู่ 2.9% แต่ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยตามเฟดได้ ช่องว่าง 300 bps ระหว่างสหรัฐฯ (4%) กับไทย (1%) กดดันบาทในเชิงโครงสร้าง
สิ่งที่นักลงทุนไทยควรทำ
ผู้นำเข้าที่จ่ายต้นทุนเป็นดอลลาร์ควรทบทวนกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง FX ทันที ทั้ง Forward Contract หรือ FX Option ผ่านธนาคาร หาก USD/THB แตะ 34 บาท ผู้นำเข้าต้นทุน USD 1 ล้านเสียเพิ่มอีก 1 ล้านบาทต่อการเคลื่อนไหวทุก 1 บาท ในทางกลับกัน ผู้ส่งออก ผู้รับรายได้ดอลลาร์ และผู้ถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน
ระดับสำคัญที่ต้องจับตา
USD/THB 33.50 คือแนวต้านถัดไป หากปิดเหนือรายสัปดาห์ เป้าหมายต่อไปคือ 34.00 บาท จับตา CPI สหรัฐฯ กลางตุลาคม การประชุม FOMC ปลายตุลาคม และการประชุม กนง. ของ ธปท. ในตุลาคม แม้ ธปท. ไม่ขึ้นดอกเบี้ย สัญญาณในแถลงการณ์ก็สำคัญ เฟดขึ้นดอกเบี้ยด้วยฉันทามติชัดเจน ขณะที่ ธปท. ถูกมัดมือด้วยเศรษฐกิจเปราะบาง นักลงทุนที่มองว่านี่เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวอาจผิดพลาดทั้งทิศทางและขนาด