ผลการประชุม FOMC วันที่ 16 ก.ย. จะไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยในสหรัฐฯ แต่จะบอกว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างไร และส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าบาท และพอร์ตลงทุนไทยในไตรมาส 4
Fed Funds Rate อยู่ที่ 3.50–3.75% ตั้งแต่ธันวาคม 2568 ตลาดให้น้ำหนักกับการขึ้น 25bp หลังประธาน Warsh กล่าวสุนทรพจน์แบบ Hawkish ที่ Jackson Hole เมื่อ 28 ส.ค. ธปท. คงดอกเบี้ยที่ 1.00% ส่วนต่างจึงอยู่ที่ 275–300 bp
ทำไมส่วนต่างนี้ถึงสำคัญ
ส่วนต่าง 275–300 bp คือเครื่องยนต์ของ Carry Trade: กู้บาทดอกเบี้ย 1% แปลงเป็นดอลลาร์ ลงใน US Treasuries ที่ให้ผล 3.5–4% ค่าบาทอ่อนค่าลง 4.22% ใน 12 เดือนที่ผ่านมา จาก 31.50–32.00 มาอยู่ที่ 33.00–33.16 ในปัจจุบัน ธปท. ไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ยเพราะ GDP ไทยคาดว่าจะโตเพียง 1.7–2.3% ในปี 2569 และเงินเฟ้อยู่ที่ 1–2%
ธปท. ทำอะไรอยู่
ธปท. เข้าแทรกตลาด Spot เพื่อลดความผันผวน ไม่ใช่ป้องกันระดับใด ทุนสำรองยังแข็งแกร่ง แต่ดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่เครื่องมือสำหรับปีนี้
ผลต่อนักลงทุนไทยในไตรมาส 4
หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ย USD/THB อาจทดสอบเหนือ 33.20 บาท นักลงทุนที่ถือ ETF ดอลลาร์จะเห็นมูลค่าบาทสูงขึ้น แต่ผู้ที่วางแผนแปลงกลับมาบาทต้องระวัง Dot Plot ไม่มีความสำคัญน้อยกว่าตัวการตัดสินใจเอง ถ้าค่ากลางชี้ว่าดอกเบี้ยสิ้นปี 2569 สูงกว่า 4% แรงกดดันต่อบาทยืดไปถึงธันวาคม ส่วนต่าง 300 bp คือแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดไทยในไตรมาส 4