เมื่อ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเป็น 3.75–4.00% ในวันที่ 16 ก.ย. นักลงทุนไทยต้องเผชิญคำถามคลาสสิก: เงินควรเดินทางไหน? สินทรัพย์สามประเภทกำลังแข่งขัน: พันธบัตรรัฐบาลไทย หุ้นปันผลใน SET และทองคำทางกายภาพ
พันธบัตรรัฐบาลไทย: สเถียรแต่มีข้อติดขัด
พันธบัตรรัฐบาลไทยให้ผลตอบแนว 2.6–3.0% สำหรับอายุ 10 ปี ระดับเหล่านี้สมเหตุสมผลสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้ในหน่วยบาทหรือต้องการรักษาเงินต้นในสภาพวิกฤต แต่เมื่อเทียบกับ US Treasuries ที่ให้ผล 4–4.5% ส่วนต่างสูงถึง 150–170 bp หมายความว่าผลตอบในประเทศอ่อนมากเมื่อปรับตามค่าเสียโอกาส
หุ้นปันผล: ผลตอบสูงกว่าแต่ความแน่นอนน้อยกว่า
SET ให้อัตราปันผลราว 3–4% บนพื้นฐานทั้งตลาด หุ้นพลังงาน (PTT, PTTEP) แบงก์ (KBank, SCB, กรุงไทย) และ Property Fund เป็นส่วนปันผลสูง บางตัวให้ผลตอบ 5–6% ข้อดีเหนือพันธบัตรคือโอกาสได้กำไรจากตลาด ความเสี่ยงคือเงินปันผลไม่รับประกัน และสาขาที่ปันผลสูงถูกกดดันจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำของ ธปท.
ทองคำ: Wildcard ที่ให้ผลตอบดีในช่วงสองปีล่าสุด
ทองคำไทยที่ 68,150 บาทต่อบาทสุทธี์ยังสูงกว่าปีแล้วเล็กน้อยที่ 65,000–67,000 บาท ผลตอบทบต้นสองปีอยู่ในระดับหลักสิบต่ำถึงต้นสองหลักต่อปีในหน่วยบาท ดีกว่าทั้งพันธบัตรและหุ้นส่วนใหญ่ ข้อเสียคือไม่มีรายได้ ทองไม่จ่ายปันผลหรือดอกเบี้ย แต่มีคุณค่าด้านป้องกันความเสี่ยงจากสภาพภูมิรัฐและป้องกันบาทอ่อนค่าที่สำคัญ
จัดอันดับสำหรับไตรมาส 4 ปี 2569
หากจัดอันดับตามมิติต่างๆ: ด้านความน่าเชื่อถือของรายได้: พันธบัตรอันดับ 1 หุ้นอันดับ 2 ทองอันดับ 3 ด้านป้องกันเงินเฟ้อ: ทองอันดับ 1 ด้านป้องกันค่าบาทอ่อนค่า: ทองนำทุกมิติ คำแนะนำที่แท้จริงสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการสมดุลพอร์ต: ถือทั้งสาม ใช้พันธบัตรเป็นฐานรายได้ (10–20%) ใช้หุ้นปันผลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ (40–60%) และใช้ทองเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงข้างหางและค่าบาทอ่อนค่า (15–25%) ในโลกที่ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ยขณะ ธปท. คงที่ 1% และน้ำมันกับความเสี่ยงภูมิรัฐยังสูง การกระจายข้ามสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คริลเก้ แต่เป็นการตอบสนองที่เหมาะสมต่อความไม่แน่นอนที่แท้จริง